องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

 ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนคือ

1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ)์

2. ซอฟต์แวร์

3. ข้อมูล

4. บุคลากร

5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

      ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์ประจำชั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชา ประการที่สอง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานของอาจารย์เป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไร อย่างไร ประการที่สาม คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่วยให้การทำงานให้ผลรวดเร็ว และคำนวณได้แม่นยำถูกต้อง ประการที่สี่ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการได้ ประการสุดท้ายคือ ตัวข้อมูลที่เป็นเสมือนวัตถุดิบที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสารสนเทศตามที่ต้องการ

ระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความหมาย ระบบการโอนถ่ายข้อมูลหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต้นทางหรือปลายทางโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โมเด็ม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ดาวเทียม ควบคุมการส่งและการไหลของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง
     
    องค์ประกอบระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1.ข่าวสาร (Message) เป็นข้อมูลรูปแบบต่างๆ
2.ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (Sender)
3.สื่อหรือตัวกลาง (Media) เป็นสื่อหรือช่องทาง ที่ใช้ในการนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง
4.ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver)
5.กฎ ข้อตกลง ระเบียบวิธีการรับส่ง(protocol)
   
    สื่อหรือตัวกลางของระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์
1.สื่อหรือตัวกลางประเภทมีสาย
1.1 สายคู่บิดเกลียว (twisted pair) มี 2 ชนิด คือ
– สายคู่บิดเกลียวไม่มีฉนวนหุ้ม (Unshielded Twisted Pair : UTP)
– สายคู่บิดเกลียวมีฉนวนหุ้ม (Shielded Twisted Pair : STP)
1.2 สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นสื่อกลางที่มีส่วนของสายส่งข้อมูล
เป็นลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยพลาสติก ส่วนชั้นนอกหุ้มด้วยโลหะหรือฟอยล์ถักเป็นร่างแหเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน
1.3 สายใยแก้วนำแสง (Fiber-optic cable) เป็นสื่อกลางที่ใช้ส่งข้อมูลในรูปแบบของแสง

2.สื่อหรือตัวกลางประเภทไร้สาย
2.1 คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูง
ส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณไมโครเวฟซึ่งเป็นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เหมาะกับการส่งข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลกันมากๆ หรือพื้นที่ทุรกันดาร
2.2 ดาวเทียม (Satellite) ในการส่งสัญญาณดาวเทียมนั้น จะต้องมีสถานี
ภาคพื้นดินคอยทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณขึ้นไปบนดาวเทียม

2.3 แอคเซสพอยต์ (Access Point)

รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย
1.การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (bus network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใด เครื่องหนึ่ง เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย การรับส่งสัญญาณบนสายสัญญาณต้องตรวจสอบสายสัญญาณ BUS ให้ว่างก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญาณไปบนสาย BUS ได้
2. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบวงแหวน (ring network) การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
3. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว (Star network)  เป็นการเชื่อมต่อสายสื่อสารจากคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องไปยังฮับ (hub) หรือ สวิตช์ (switch) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สลับสายกลางแบบจุดต่อจุดเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ติดต่อสื่อสารถึงกัน
4. เครือข่ายแบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสมผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกัน
อุปกรณ์เครือข่าย
1. ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทวนและขยายสัญญาณเพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่นให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลขึ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนและหลังการรับส่งและไม่มีการใช้ซอฟแวร์ใด ๆ มาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชนิดนี้ การติดตั้งทำได้ง่าย
2. โมเด็ม (modem) เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาล็อก(Analog signal)ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล (Digital Signal)และในทางกลับกันก็แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอนาล็อก
3. การ์ด LAN (Network Interface Card – NIC) เป็นการ์ดสำหรับต่อเครื่องพีซีเข้ากับสาย LAN
4. สวิตช์ (Switching) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กระจายช่องทางการสื่อสารข้อมูลหลายช่องทางการสื่อสารข้อมูลหลายช่องทางในระบบเครือข่ายคล้ายHubแต่ต่างกันในเรื่องของกรทำงานและความเร็ว คือ แต่ละช่องสัญญาณ (port) จะใช้ความเร็วเป็นอิสระต่อกันตามมาตรฐานความเร็ว
5. เราท์เตอร์ (router) เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายหลายเครือข่ายที่มีขนาดต่างกันหรือใช้มาตรฐานการส่งผ่านข้อมูล (Transmission) ต่างกันสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
    คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ
1. หน่วยรับเข้า (Input Unit)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
4. หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
5. หน่วยแสดงผล (Output Unit)

หน่วยรับเข้า (Input Unit)

ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากผู้ใช้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผล ข้อมูลที่รับเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีหลากหลาย เช่น ตัวอักษร, ตัวเลข, รูปภาพ, เสียง เป็นต้น โดยผ่านอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลรูปแบบต่างๆ เมาส์, คีย์บอร์ด, เครื่องอ่านพิกัด, เครื่องอ่านรหัสแท่ง, เครื่องสแกน, กล้องดิจิทัล, ไมโครโฟน


หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
ทำหน้าที่ประมวลผล คำนวณ และควบคุมการทำงานต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์

1. หน่วยควบคุม (Control Unit : CU)
ทำหน้าที่อ่านคำสั่ง สั่งงาน และควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

2. หน่วยคำนวณตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit : ALU)
ทำหน้าที่คำนวณด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร การเปรียบเทียบข้อมูลมากกว่า น้อยกว่า เป็นต้น

หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
เป็นหน่วยเก็บข้อมูลก่อนนำไปประมวลผล เก็บคำสั่งโปรแกรมขณะใช้งาน และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก่อนนำไปแสดงผล หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory : ROM)
เป็นหน่วยความจำที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ได้บรรจุชิปหน่วยความจำแบบติดตั้งถาวร หรือไบออส (Basic Input Output System : BIOS) ไว้บนแผงวงจรหลักเรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลที่บรรจุลงไปในหน่วยความจำจะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่องไปแล้ว แต่ไม่สามารถบรรจุข้อมูลเพิ่มเติมลงไปได้
2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory : RAM)
เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำคำสั่งที่เป็นโปรแกรมและข้อมูลที่จะทำการประมวลผล หากเกิดไฟฟ้าดับหรือไม่มีกระแสไฟฟ้าข้อมูลที่อยู่ภายในจะหายไปทั้งหมด

หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป ไม่มีทางสูญหายหลังจากเปิดเรื่องคอมพิวเตอร์แล้ว

หน่วยส่งออก (Output Unit)
เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ได้ตามต้องการ ซึ่งการส่งออกเป็นผลัพธ์สามาถส่งออกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพ, เอกสาร, เสียง และอุปกรณ์ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ก็มีหลายนิด เช่น ลำโพง, จอมอนิเตอร์, เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์, เครื่องพิมพ์ เป็นต้น

ขนาดภาพ

ภาพไกลมาก (Extreme Long Shot หรือ ELS)

ขนาดภาพลักษณะนี้กล้องจะตั้งอยู่ไกลจากสิ่งที่ถ่ายมาก ซึ่งภาพที่ได้จะเป็นภาพมุม-กว้าง ผู้ชมสามารถมองเห็นองค์-ประกอบของฉากได้ทั้งหมด สามรถมองเห็นสิ่งที่ถ่ายได้เต็มสัดส่วน แม้สิ่งที่ถ่ายนั้นจะมีขนาดเล็กก็ตาม ซึ่งภาพลักษณะนี้ จะใช้เป็นภาพแนะนำ-สถานที่ เหมาะสำหรับการปูเรื่อง เริ่มเรื่อง ซึ่งภาพยนตร์ในต่างประเทศนิยมใส่ไตเติ้ลส่วนหัวไว้ในฉากประเภทนี้ตอนที่ภาพยนตร์ริ่มเข้าเนื้อเรื่อง
ภาพขนาดไกลนี้จะสร้างความรู้สึกโอ่อ่า อลังการ แสดงออกถึงความใหญ่โตของสถานที่ ความน่าเกรงขาม ความยิ่งใหญ่ และยังสามารถสร้างความประทับใจรวมถึงสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้อีกด้วย

ภาพไกล (Long Shot หรือ LS)


ขนาดภาพแบบนี้ไม่สามารถกำหนดระยะห่างระหว่างกล้องกับสิ่งที่ถ่ายได้ แต่จะกำหนดโดยประมาณว่าสิ่งที่ถ่ายจะอยู่ในกรอบภาพ (Frame) พอดี ถ้าเป็นคน ศีรษะจะพอดีกับกรอบภาพด้านบน ส่วนกรอบภาพด้านล่างก็จะพอดีกับเท้า ซึ่งสามารถเห็นบุคลิก
อากัปกิริยาการแสดง การเคลื่อนไหว ตำแหน่งที่อยู่ในการแสดงหรือในฉาก ด้วยเหตุนี้จึงสามารถใช้เป็นภาพแนะนำตัวละคร หรือเริ่มฉากใหม่ได้ บางครั้งอาจใช้เป็นภาพในฉากเริ่มเรื่องได้เช่นเยวกันกับภาพขนาดไกลมาก และบางครั้งภาพขนาดไกลยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอสทาบริชชิง ช็อต (Establishing Shot) ส่วนองค์ประกอบรอบข้างผู้ชมจะได้เห็นรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น

ภาพปานกลาง (Medium Shot หรือ MS)

ขนาดภาพลักษณะนี้ถ้าเป็นภาพบุคคล ผู้ชมจะได้เห็นตั้งแต่เอวของนักแสดงขั้นไปจนถึงศีรษะ ขนาดภาพแบบนี้ผู้ชมสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของนักแสดง และรายละเอียดของฉากหลังพอสมควร ซึ่งพอที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ จึงถือได้ว่าเป็นภาพที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ในเรื่องได้ดีขนาดภาพปานกลาง เป็นขนาดภาพที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะใช้เป็นภาพเชื่อมต่อ กล่าวคือ การเปลี่ยนขนาดภาพจากภาพไกลมาเป็น ภาพไกล้หรือจากภาพใกล้มาเป็นภาพไกลก็ตาม จะต้องเปลี่ยนมาเป็นภาพขนาดปานกลางเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ขัดต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม
เนื่องจากภาพจะกระโดด นอกจากนี้ภาพขนาดปานกลางยังนิยมใช้ถ่ายภาพบุคคล 2 คนในฉากเดียวกัน หรือที่เรียกกันว่า ภาพ Two Shot ซึ่งนิยมใช้กันมาก
ในภาพยนตร์บันเทิง

ภาพใกล้ (Close-Up หรือ CU, Close Shot หรือ CS)

ภาพใกล้ ผู้ชมจะมองเห็นนักแสดงตั้งแต่ไหล่ขึ้นไป เป็นขนาดภาพที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงอารมณ์ของนักแสดงได้มากที่สุด เพราะการใช้ภาพขนาดใกล้ถ่ายบริเวณใบหน้าของนักแสดง จะสามารถภ่ายถอดรายละเอียด เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในของนักแสดงได้อย่างชัดเจนมาก นอกจากนี้ยังจะทำให้ผู้ชมได้รู้สึกใกล้ชิดกับสิ่งที่ถ่ายอีกด้วยทั้งนี้เพื่อทำให้เข้าใจถึงรายละเอียดของวัตถุต่างๆ ตามเนื้อหาที่กำลังนำเสนอ และ
ภาพขนาดใกล้นี้ยังสามารถบังคับให้ผู้ชมสนใจในวัตถุที่กล้องกำลังถ่าย หรือสิ่งที่กำลังนำเสนอ

ภาพใกล้มาก (Extreme Close-Up Shot หรือ ECU, Big Close-Up Shot หรือ BCU)

เป็นภาพที่ถ่ายในระยะใกล้มากๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเน้นสิ่งที่ถ่าย เพื่อให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดของวัตถุ หรือเพื่อเพิ่มความเข้าใจในกรณีที่วัตถุมีขนาดเล็กมากๆ เช่น การถ่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นหรือถ้าถ่ายใบหน้านักแสดง ก็เพื่อเป็นการเน้นอารมณ์ของนักแสดงเช่น จับภาพที่ดวงตาของนักแสดง ทำให้เห็นน้ำตาที่กำลังใหลออกจากดวงตา เป็นต้นและทั้งหมดนี้ก็เป็นขนาดภาพที่นิยมนำมาถ่ายทอดเรื่องราวของภาพยนตร์ ซึ่งตมความเป็นจริงแล้ว เราสามารถที่จะประยุกต์หรือดัดแปลงขนาดภาพไปเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ทั้งหมดนี้เป็นขนาดภาพสากลที่ทำให้เรา (ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์) เข้าใจตรงกันว่าต้องการให้ภาพออกมาในลักษณะใดเท่านั้น นอกจากนี้อารมณ์และความรู้สึกที่ผู้ชมจะได้รับขณะชมภาพยนตร์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดภาพเพียงย่างเดียว แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบของภาพยนตร์อื่นๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และความเป็นภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น

มุมกล้องและขนาดภาพ



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ normal shot

ภาพมุมปกติ (Normal angle shot) คือการตั้งกล้องระดับเดียวกับสิ่งที่ถ่ายหรือระดับสายตาของผู้แสดง สื่อความหมายถึงความเรียบง่าย คุ้นเคย ใช้กับภาพทั่วๆไปเป็นมุมกล้องที่ใช้มากที่สุด ภาพอยู่ในระดับสายตาหรือบางทีเรียกภาพมุมระดับสายตา






ภาพมุมต่ำ( Low angle shot) คือการตั้งกล้องระดับต่ำกว่าวัตถุหรือต่ำกว่าสิ่งที่ถ่าย หรือต่ำกว่าระดับสายตาของผู้แสดง สื่อความหมายถึงพลัง อำนาจความเข้มเเข็ง







ภาพมุมสูง (high angle shot) คือการตั้งกล้องระดับสูงกว่าวัตถุหรือสุงกว่าสิ่งที่ถ่าย สื่อความหมายตรงข้ามกับภาพมุมต่ำ คือ ไร้พลัง ไร้อำนาจ อ่อนแอ ต่ำต้อย






มุมวัตถุ (Objective )คือมุมของผู้ดู เป็นมุมภาพทั่วๆ ไปเหมือนภาพมุมปกติแทนสายตาของผู้ชมที่เป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่มีส่วนร่วม เช่น ผู้ชมมองเห็นวัตถุ สถานที่ หรือมองเห็นตัวแสดงคุยกันเอง


มุมแทนความรู้สึกผู้แสดง ตรงข้ามกับมุมวัตถุ(Subjective) คือ ภาพมุมมองของ ตัวแสดง เช่น ตำรวจเล็งปืนสอดส่ายตามองหาผู้ร้ายที่หลบอยู่ในลานจอดรถ จะเป็นภาพแทนสายตาของตัวแสดง คือภาพรถกวาดไปทีละคัน





มุมข้ามไหล่ (Over Shoulder shot )คือการตั้งกล้องไว้ทางซ้ายหรือขวาของคู่สนทนาถ่ายเฉียงผ่านไหล่ของคู่สนทนา เห็นหน้าของคนที่แสดงหรือคนที่กำลังพูดแสดง โดยไม่มีไหล่และบางส่วนของศีรษะคู่สนทนาเป็นฉากหน้า ให้รู้ว่ากำลังคุยกับผู้อื่น และทำให้ภาพมีมิติมีความลึก

ผังงาน Flowchart

     การทำงานแบบตามลำดับ(Sequence) การเลือกกระทำตามเงื่อนไข(Decision) และ การทำซ้ำ(Loop) แม้ตำราหลาย ๆ เล่มจะบอกว่า decision แยกเป็น if กับ case หรือ loop นั้นยังแยกเป็น while และ until ซึ่งแตกต่างกัน แต่ผมก็ยังนับว่าการเขียนโปรแกรม แบบมีโครงสร้างนั้น มองให้ออกแค่ 3 อย่างก็พอแล้ว และหลายท่านอาจเถียงผมว่าบางภาษาไม่จำเป็นต้องใช้ Structure Programming แต่เท่าที่ผมศึกษามา ยังไม่มีภาษาใด เลิกใช้หลักการทั้ง 3 นี้อย่างสิ้นเชิง เช่น MS Access ที่หลายคนบอกว่าง่าย ซึ่งก็อาจจะง่ายจริง ถ้าจะศึกษาเพื่อสั่งให้ทำงานตาม wizard หรือตามที่เขาออกแบบมาให้ใช้ แต่ถ้าจะนำมาใช้งานจริง ตามความต้องการของผู้ใช้แล้ว ต้องใช้ประสบการณ์ในการเขียน Structure Programming เพื่อสร้าง Module สำหรับควบคุม Object ทั้งหมดให้ทำงานประสานกัน



 ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
Responsive Web คืออะไร
 Responsive Web Design
         การออกแบบเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้เว็บไซต์ สามารถแสดงผลได้อย่างเหมาะสม บนอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน โดยใช้ โค้ดร่วมกัน URL เดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
         บางคนอาจถามว่า ปัจจุบัน เราก็สามารถดูเว็บไซต์ต่างๆบนมือถือได้อยู่แล้ว โดยไม่เห็นต้องออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive ให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ถูกต้อง แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการออกแบบมาในแบบ Responsive เวลาดูข้อมูล จะต้องใช้การ Zoom เข้ามาดูทีละส่วน เพราะว่าไม่มีความสามารถในการปรับรูปแบบให้เหมาะสมตามขนาดของหน้าจอนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบมาในแบบ Responsive ซึ่งจะสามารถปรับ ขนาดของรูปภาพ และ Layout ของเว็บ ให้เหมาะสมตามขนาดของหน้าจอ ทำให้ดูข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
        เว็บไซต์ที่ออกแบบมาตามปกติ โดยไม่ได้ใช้เทคนิค Responsive เวลาแสดงผลบน Mobile Device จะเป็นเพียงแค่การ ย่อ ขนาด เพื่อให้สามารถแสดงผลได้บนหน้าจอเท่านั้น แต่จะไม่สามารถปรับรูปแบบ หรือ Layout ให้เหมาะสมตามขนาดหน้าจอ ในขณะนี้เว็บที่ได้รับการออกแบบมาโดยใช้เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive จะสามารถปรับ Layout และ ขนาดของรูปภาพ ให้เหมาะสม ตามขนาดของหน้าจอ ทำให้มี User Experience ที่ดีกว่า
   ประโยชน์ของการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive
1 .แสดงผลได้สวยงาม บนขนาดหน้าจอที่แตกต่าง
2 .ออกแบบเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ได้กับขนาดหน้าจอที่หลากหลาย
3 .มี Experience ในการใช้งานที่ดีกว่า ดูข้อมูลได้ง่าย โดยไม่ต้อง Zoom
4 .ประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการทำ 2 เว็บไซต์
5 . ช่วยในเรื่องของการทำ SEO (Search Engine Optimization)
HTML
รายละเอียดคำสั่งของ HTML โดยการใช้งานหลักจะมีดังนี้ ..
 
1. คำสั่ง หรือ Tag

         Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ   คือ
Tag เดี่ยว         เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส    เช่น <HR>, <BR> เป็นต้น
Tag เปิด/ปิด    รูปแบบของ tag นี้จะเป็นแบบ <tag> .... </tag> โดยที่
<tag>   เราเรียกว่า tag เปิด
</tag>  เราเรียกว่า tag ปิด

2. Attributes
Attributes เป็นตัวบอกรายละเอียดของ tag นั้นเช่น <span align = 'left'> ... </span> เป็นการบอกว่าให้อักษรที่อยู่ใน tag นี้ชิดซ้าย
3. Not case sensitive
หมายถึง คุณจะพิมพ์ <BR> หรือ <br> ก็ได้ ผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างกัน
โครงสร้างของหลักของ HTML
      โครงสร้างหลักของ HTML ก็จะเริ่มด้วย <html> และจบด้วย </html> เสมอ ซึ่งชุดคำสั่งที่ใช้จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ
     1. head คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับ web page ซึ่งจะไม่แสดงผลที่ web page โดยตรง
     2. body คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้ในการจัดรูปแบบตัวอักษร จัดหน้า ใส่รูปภาพ ซึ่งตัวอักษรในส่วนนี้จะแสดงที่ web brower โดยตรง

<html>

    <head>

             คำสั่งในหัวข้อของ head

    </head>

    <body>

             คำสั่งในหัวข้อของ body ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ใช้แสดงผล

    </body>

</html>
1. คำสั่งในหัวข้อของ head (Head Section)
     Head Section เป็นส่วนที่ใช้อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลเฉพาะของหน้าเว็บนั้นๆ เช่น ชื่อเรื่องของหน้าเว็บ (Title), ชื่อผู้จัดทำเว็บ (Author), คีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา (Keyword) โดยมี Tag สำคัญ คือ
<HEAD>

            <TITLE>ข้อความอธิบายชื่อเรื่องของเว็บ</TITLE>

            <META HTTP-EQUIV="Content-Type" CONTENT="text/html; charset=utf-8">

            <META NAME="Author" CONTENT="ชื่อผู้พัฒนาเว็บ">

            <META NAME="KeyWords" CONTENT="ข้อความ 1, ข้อความ 2 ">

</HEAD>
TITLE
     ข้อความที่ใช้เป็น TITLE ไม่ควรพิมพ์เกิน 64 ตัวอักษร, ไม่ต้องใส่ลักษณะพิเศษ เช่น ตัวหนา, เอียง หรือสี โดยข้อความในส่วนนี้จะแสดงผลใน title bar ของ web browser 

META
     Tag META จะไม่ปรากฏผลบนเบราเซอร์ แต่จะเป็นส่วนสำคัญ ในการจัดอันดับบัญชีเว็บ สำหรับผู้ให้บริการสืบค้นเว็บ (Search Engine เช่น google , yahoo) 

    charset=TIS-620 ใช้บอกว่าใช้ชุดตัวอักษรแบบใดในการแสดงผล ภาษาไทยเราใช้ charset=TIS-620 หรืออาจเป็น charset=windows-874 ก็ได้ ตอนนี้แนะนำให้ใช้เป็น charset=utf-8 

     keyword ดังภาพด้านบนจะเห็นว่าเราสามารถใช่ keywords มากกว่า 1 คำได้โดยใช้เครื่องหมาย (,) ในการคั่นระหว่างคำ 

การพิมพ์ชุดคำสั่ง HTML สามารถพิมพ์ได้ทั้งตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ หรือผสม การย่อหน้า เว้นบรรทัด หรือช่องว่าง สามารถกระทำได้อิสระ โปรแกรมเบราเซอร์จะไม่สนใจเกี่ยวกับระยะเว้นบรรทัดหรือย่อหน้า หรือช่องว่าง 

2. คำสั่งในส่วนของ (Body Section)
    Body Section เป็นส่วนเนื้อหาหลักของหน้าเว็บ ซึ่งการแสดงผลจะต้องใช้ Tag จำนวนมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล เช่น ข้อความ, รูปภาพ, เสียง, วีดิโอ หรือไฟล์ต่างๆ 

รู้จักกับ Camtasia Studio 7



โปรแกรม Camtasia Studio 7 คือโปรแกรมสำหรับจับภาพหน้าจอ หรือบันทึกการทำงาน เสียง หรือแม้บันทึกหน้าคนถ่ายด้วยกล้องที่ติด บนหน้าจอของโดยสามารถให้แสดงบางส่วนหรือทั้งหมดของหน้าจอก็ได้ พูดง่ายคือการอัดวิดิโอหน้าจอคอมคุณไม่ว่าคุณจะเปิดเพลง คลิกไปตรงก็จะอัดมาตามที่คุณได้ทำกิจกรรมนั้น เหมาะสำหรับครูที่ทำสื่อการสอนบนอินเตอร์เนตและที่สำคัญใช้งานง่ายมาก เนื่องจากการใช้โปรแกรมมีหลากหลายขั้นตอนผม mr.howto108 ได้แบ่งเป็นบทเรียนการใช้งานอย่างง่ายๆ ให้คุณสามารถเข้าไปศึกษาขั้นพื้นฐานได้พร้อม workshop สาธิตการทำคลิปการสอนขึ้นมา 1 คลิป



1.เมนูเครื่องมือต่างๆ : ในส่วนนี้จะเป็นแถบเมนูที่จำเป็นการใช้บ่อยๆ เช่นพื้นที่เก็บไฟล์,การตั้งค่าเสียง,การ Zoom pan,การใส่ข้อความ

2.ส่วนของการแสดงวิดิโอ : ที่แสดงวิดิโอที่เราทำ หรือแก้ไข ก็จะแสดงให้เห็นเลยหลังจากที่เราตัดหรือทำอะไรต่างๆ

3.ส่วนของ time lime : ส่วนแสดงสถานะการใช้ effect แสดงช่วงเวลานั้นๆของวิดิโอที่อัด

การคำนวณหาระยะทางด้วยกล้องระดับ



  วิธีการนี้เป็นการหาระยะทางแบบหนึ่งที่มีความรวดเร็วพอสมควร สามารถทราบระยะทางได้รวดเร็ว กว่าการวัดด้วยเทป
มีความละเอียด ถูกต้องอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง วิธีนี้เรียกว่า Sabina Method คือแนวเล็งของกล้อง จะอยู่ใน แนวราบ
จุดประสงค์   เพื่อจะทราบระยะ จากกล้องไปยังจุดที่ต้องการ

วิธีการ
  1. ตั้งกล้องเหนือ หมุด ที่กำหนด ปรับระดับของกล้องแล้วส่องกล้องไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งมีไม้สตาฟตั้งอยู่
  2. อ่านค่าที่สายใยบน Upper Hair line และสายใยล่าง Lower hair line นำมาลบกัน ซึ่งเรียกว่า staid differenceแล้วนำไปคูณกับ ค่า K ของกล้อง ( ค่า k หมายถึง ตัวคูณคงที่ของกล้องซึ่งบริษัทผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด ปกติ K=100 )
ตั้งกล้อง ณ.จุด A นำสตาฟไปตั้งไว้ ณ.จุดที่ต้องการหาระยะ อ่านสายใยบนได้ 1.985 สายใยล่างได้ 0.645 (K=100)
วิธีการคำนวณ D=K(U-L)
= 100 ( 1.985-0.645 )
= 100 x 1.34
เพราะฉะนั้น ระยะทางจะได้ = 134 เมตร 

การคำนวณหาระยะทางด้วยกล้องวัดมุม

วิธีการจะทำคลายๆแบบเดียวกันกับกล้องระดับแต่วิธีนี้จะดีกว่า กล้องระดับตรงที่ว่าถ้าส่องไม้
สตาฟไม่เห็นก็สามารถกระดกกล้อง
ในแกรนดิ่ง ให้เห็นไม้สตาฟได้ ใช้ในกรณีที่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีความต่างระดับกันมาก เช่น ภูเขา หนองน้ำต่างๆ

ตั้งกล้อง ณ.จุด A นำสตาฟไปตั้งไว้ ณ.จุดที่ต้องการหาระยะ อ่านสายใยบนได้ 2.536 สายใยกลางได้ 1.768
สายใยล่าง 1.000 มุมกล้ององศาดิ่งอ่านได้ 9 องศา 30 ลิปดา 30 ฟิลิปดา (K=100)
วิธีการคำนวณ H=100 x s x cos ยกกำลัง2
= U-L=s 2.536-1.000 = 1.536
= 100 x 1.536 x cos ยกกำลัง2 9 ํ 30' 30"
เพราะฉะนั้น ระยะทางจะได้ = 62.43 เมตร

การเดินทางไปสุราษฎร์ธานี,เกาะสมุย



การเดินทางไปยัง สุราษฎร์ธานี

ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายพุทธมณฑล-นครปฐม-เพชรบุรี - ประจวบคีรีขันธ์ -ชุมพร - สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 685 กิโลเมตร

ทางรถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวันรายละเอียดการเดินทางติดต่อ สอบถามได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และโทร. 4351199 (รถปรับอากาศ) นอกจากนี้มีรถโดยสาร ของเอกชนกว่า 10 บริษัท วิ่งบริการระหว่าง กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวัน รถออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เวลา 20.00 น. ค่าโดยสาร 225 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง ติดต่อ ได้ที่สำนักงานของบริษัท ที่สถานีขนส่งสายใต้โดยตรง

ทางรถไฟ จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ มีบริการเดินรถทุกวัน ระยะทาง 650 กิโลเมตร ผู้โดยสารต้องไปลงที่ สถานีรถไฟพุนพิน แล้วต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่ เข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีระยะทาง 13 กิโลเมตร ติดต่อ ขอทราบรายละเอียดการเดินทางได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 2237010, 2237020

ทางอากาศ การบินไทยมีบริการเครื่องบินกรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวัน ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 2800070, 2800080 หรือที่สำนักงานสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 272610, 273710

จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทาง โดยรถยนต์หรือรถไฟ ออกจากกรุงเทพฯ ในตอนเย็นหรือค่ำ ถึง ปลายทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีในเช้าวันรุ่งขึ้น จากนั้นไปติดต่อสำรองที่นั่งเรือโดยสาร ได้ที่บริษัททัวร์ทั่วไปใน ตัวเมืองสุราษฎร์ โดยบริษัททัวร์เหล่านี้มีบริการรับส่งถึงท่าเรือ สำหรับผู้ที่นำรถยนต์ส่วนตัวไปเอง สามารถนำรถยนต์ลงเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือดอนสัก เพื่อข้ามไปยังเกาะสมุย หรือเกาะพะงันได้
การเดินทาง สู่เกาะสมุย

รถโดยสารจากกรุงเทพฯ เดินทางโดยตรงถึงเกาะสมุย โดยคิดราคารวมทั้งค่ารถ และค่าเรือเฟอรี่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง รายละเอียดติดต่อ บริษัทขนส่ง จำกัด โทร. 4345557-8 (มีรถธรรมดาและรถปรับอากาศ), บริษัทโสภณทัวร์ โทร. 4355023 (รถปรับอากาศ) และ 999 ทัวร์ โทร. 4351199 (รถปรับอากาศ)

ทางเครื่องบิน บริษัท บางกอกแอร์เวย์ (การบินกรุงเทพฯ) เปิดบริการเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ-เกาะสมุยทุกวัน วันละ 8 เที่ยว ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 10 นาที ติดต่อสอบถาม และสำรองที่นั่งได้ที่บริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 2534014 หรือที่ สำนักงานเกาะสมุย ตลาดหน้าทอน โทร. (077) 421483, 421297 บริการเรือรับส่ง ผู้โดยสารไปเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า (กำหนดเวลาและ ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้)


เรือเฟอร์รี่ของบริษัทสมุยเฟอร์รี่ (วิ่งเส้นทางสุราษฎร์-สมุย)
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือเฟอร์รี่ดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) ถึงท่าเรือเฟอร์รี่เกาะสมุย วันละ 4 เที่ยว เวลา 8.00 น. / 10.00 น. /14.00 น. /17.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะสมุย ถึงท่าเรือเฟอร์รี่ดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) วันละ 4 เที่ยว เวลา 7.30 น. /10.00 น. /14.00 น. 16.00 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 40 บาท รถยนต์รวมคนขับ 180 บาท รถตู้รวมคนขับ 200 บาท รถทัศนาจรรวมคนขับ 300-400 บาท รายละเอียดติดต่อ ซีทรานทราเวล โทร. 2491454, 2491198 สำนักงานที่ท่าเรือเฟอร์รี่เกาะสมุย โทร. (077) 421367-8

เรือเร็วของบริษัทส่งเสริม (วิ่งเส้นทางสุราษฎร์-สมุย-พะงัน)

เส้นทางสุราษฎร์-สมุย
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือปากน้ำท่าทอง (สุราษฎร์ธานี) ถึงท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) วันละ 3 เที่ยว เวลา 7.15 น. / 12.00 น. /14.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) ถึงท่าเรือปากน้ำท่าทอง (สุราษฎร์ธานี) วันละ 3 เที่ยว เวลา 7.15 น. / 12.00 น. /14.45 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 105 บาท

เส้นทางสมุย-พะงัน
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) ถึงท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) วันละ 3 เที่ยว เวลา 9.41 น. / 10.30 น. /15.30 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) ถึงท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) วันละ 3 เที่ยว เวลา 6.15 น. / 11.00 น. /13.00 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 45 นาที ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 75 บาท ค่าโดยสารตลอดสายจากสุราษฎร์ธานีถึงเกาะพะงัน คนละ 145 บาท รายละเอียดติดต่อ บริษัทส่งเสริมบริการ จำกัด สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 2558790-6, 2531316-7 สาขาเกาะสมุย โทร. (077) 421228 สาขาเกาะพะงัน โทร. (077) 282639 สำนักงานในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ตรงข้ามตลาดเกษตร โทร. (077) 281130

เรือโฮเวอร์คราฟท์ (วิ่งเส้นทางสุราษฎร์-สมุย)
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือท่าทอง (สุราษฎร์ธานี) ถึงท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) วันละ 2 เที่ยว เวลา 7.30 น. และ 10.15 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจาก ท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) ถึงท่าเรือท่าทอง (สุราษฎร์ธานี) วันละ 2 เที่ยว เวลา 6.30 น. / 12.30 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 350 บาท รวมบริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง นอกจากนี้ยังมีบริการนำเที่ยวโดยเรือโฮเวอร์คราฟท์จากเกาะสมุย ไปเกาะพะงัน และหมู่เกาะอ่างทอง แบบเช้าไปเย็นกลับ รายละเอียดติดต่อ บริษัทไทยเจนเนอรัล ทรานสปอร์ต จำกัด สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 2765313-4 สำนักงานสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 283656-8 สำนักงานเกาะสมุย โทร. (077) 421556-7

เรือนอน มี 2 เส้นทาง คือ สุราษฎร์-สมุย และ สุราษฎร์-พะงัน

เรือนอน สุราษฎร์-สมุย
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เวลา 23.00 น. ถึงท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) เวลา 05.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรือหน้าทอน (เกาะสมุย) เวลา 21.00 น. ถึงท่าเรือบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เวลา 04.00 น. ค่าโดยสารเที่ยวเดียว ชั้นบนคนละ 60 บาท ชั้นล่างคนละ 30 บาท


เรือนอนสุราษฎร์-พะงัน
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เวลา 23.00 น. ถึงท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) เวลา 6.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) เวลา 22.00 น. ถึงท่าเรือบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เวลา 10.00 น.
ค่าโดยสารเที่ยวเดียว ชั้นบนคนละ 80 บาท ชั้นล่างคนละ 50 บาท

เรือเฟอร์รี่ของบริษัทเฟอร์รี่พะงัน (วิ่งเส้นทางสุราษฎร์-พะงัน)
เที่ยวไป เรือออกจาก ท่าเรือเฟอร์รี่ดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) ถึงท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) วันละ 2 เที่ยว เวลา 9.15 น. และ 15.45 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจาก ท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) ถึงท่าเรือเฟอร์รี่ดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) วันละ 2 เที่ยว เวลา 6.20 น. และ 13.00 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 95 บาท รถยนต์รวมคนขับ 350-400 บาท รายละเอียดติดต่อ บริษัทเฟอร์รี่พะงัน จำกัด สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 2531458 สำนักงานสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 286461 สำนักงานเกาะพะงัน โทร. (077) 287033

เรือโดยสารเกาะพะงัน-เกาะเต่า
เที่ยวไป เรืออกจากท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) เวลา 12.30 น. ถึงท่าเรือบ้านแม่หาด (เกาะเต่า) เวลา 15.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจาก ท่าเรือบ้านแม่หาด (เกาะเต่า) เวลา 9.00 น. ถึงท่าเรืออ่าวท้องศาลา (เกาะพะงัน) เวลา 11.00 น. เรือวิ่งบริการทุกวัน ค่าโดยสารเที่ยวเดียว คนละ 150 บาท

เรือโดยสารชุมพร-เกาะเต่า
เที่ยวไป เรือออกจากท่าเรือสะพานท่ายาง (ชุมพร) ถึงท่าเรือบ้านแม่หาด (เกาะเต่า) วันละ 1 เที่ยว เวลา 24.00 น.
เที่ยวกลับ เรือออกจากท่าเรือบ้านแม่หาด (เกาะเต่า ถึงท่าเรือสะพานท่ายาง (ชุมพร) วันละ 1 เที่ยว เวลา 9.00 น.
ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง เรือวิ่งบริการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ วันอาทิตย์งดบริการ ค่าโดยสารเที่ยวเดียวคนละ 150 บาท

Unreal Engine 4



หนึ่งในทีมงานของ Unreal Engine ที่ใช้ชื่อว่า Koola ได้เปิดเผยภาพ Screenshots จำนวนสองภาพจากโปรเจคหรืองานชิ้นล่าสุดของเขา ซึ่งจากภาพที่เห็นนั้นผมว่าทุกคนจะต้องตะลึงงันอย่างแน่นอน เพราะภาพที่ออกมานั้นมันมีความสมจริงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้เห็นภาพในลักษณะนี้ กับภาพมีความใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงจากเกมในเร็ววันนี้แน่นอน





สำหรับ Koola นั้นเคยมีการส่งผลงานที่เรียกว่า hyper realistic real-time architectural หรือเทคนิคการสร้างเสมือนในแบบเรียลไทม์โดยใช้ Unreal Engine 4 และเข้าก็ได้สร้างความประทับใจรวมทั้งความแปลกใจให้กับทีมงานของ Unreal Engine รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างๆจากทั่วโลก จนกระทั่ง Koola คือคนแรกที่ได้รับเงินสนับสนุนจากทาง financial development fund หรือเงินกองทุนสำหรับใช้เป็นรางวัลเพื่อจูงใจให้มีคนสนใจนำ Unreal Engine ไปสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ

วิธีการอัพโหลดวีดีโอลง Youtube และวิธีการนำวีดีโอจาก Youtube มาใส่ในหน้าเว็บของคุณ



เชื่อว่าเกือบทุกคน น่าจะรู้จัก Youtube เป็นอย่างดี


เพราะทุกวันนี้ เราได้ดูวีดีโอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน/การสอน, การแสดงความสามารถ, ข่าวสารมีสาระ หรือแม้แต่ ละครย้อนหลัง(ที่เราพลาดจากการดูในโทรทัศน์ตามเวลาที่ฉายจริง)
พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงจะรู้ดีว่า youtube ก็คือเว็บที่ให้เรา สามารถนำคลิปวีดีโอ มา upload ขึ้นไป เพื่อให้คนทั่วไป สามารถเข้ามาชมคลิปวีดีโอนี้ได้
ถึงแม้ว่า หลาย ๆ คนจะรู้วิธีการเข้าไปเลือกชมวีดีโอบน youtube เป็นอย่างดีแล้ว
แต่ผมเชื่อว่า อาจจะมีบางท่าน ที่ยังไม่รู้ ถึงวิธีการนำวีดีโอไปไว้บน youtube
หรือแม้แต่วิธีการที่จะนำวีดีโอจาก youtube ใส่เข้าไปในหน้าเว็บของตนเอง
ดังนั้น ในบทความนี้ จะสอนถึงวิธีการทั้ง 2 วิธีเลยครับ (เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการสร้างไฟล์วีดีโอส่วนตัว และวิธีการนำวีดีโอนี้ใส่ไว้ในหน้าเว็บ)

วิธีการนำวีดีโอใส่ใน Youtube
ขั้นตอนการการนำวีดีโอใส่ใน youtube นั้นไม่ยุ่งยากครับ
เพียงแค่คุณมีคลิปวีดีโออยู่ก็สามารถนำมา upload ลงที่ youtube ได้เลย
โดย youtube จะลองรับรูปแบบฟอแมท์ของไฟล์วีดีโอ หลากหลายรูปแบบครับ ดังนั้น ไม่ว่าวีดีโอของคุณจะถ่ายมาด้วยสื่อชนิดใดก็ตาม ก็สามารถ upload เข้าไปใน youtube ได้ครับ
เพียงแต่ในช่วงเวลาที่อัพโหลดวีดีโอเข้าไป youtube จะทำการแปลงฟอแมท์ของไฟล์วีดีโอของคุณให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานกับ youtube ได้
และก่อนที่คุณจะสามารถอัพโหลดวีดีโอขึ้นไปที่ youtube ได้
คุณจะต้องเป็นสมาชิกกับเว็บของ youtube ก่อน
(สืบเนื่องจาก Google ได้เข้าไปเทค youtube มาก่อนหน้านี้ ทำให้ ณ. ปัจจุบัน youtube จะผูกกับบริการของ google โดยตรง ดังนั้น ถ้าคุณมีสมาชิก Gmail หรือ Google อยู่ ก็สามารถใช้ข้อมูลสมาชิกนั้น ๆ ในการเข้าไปอัพโหลดไฟล์วีดีโอได้)

การเตรียมงานสร้างภาพยนตร์


ภาพยนตร์


       คือ เป็นกระบวนการบันทึกภาพด้วย ฟิล์ม แล้วนำออกฉายในลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้วเป็นเพียงภาพนิ่ง จำนวนมาก ที่มีอิริยาบทหรือแสดงอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยต่อเนื่องกัน เป็นช่วงๆ ตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทำและตัดต่อมา ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริง หรืออาจเป็นการแสดงและสร้างภาพจากจินตนาการของผู้สร้างก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นชนิด ฟิล์มเนกาทีฟ (negative) หรือ ฟิล์มโพซิทีฟ (positive) ซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ปรากฏรูปหรือเสียงหรือทั้งรูปและเสียง เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ หรือข้อความอันจักถ่ายทอดรูปหรือเสียง หรือทั้งรูปและเสียงได้ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์หรือเครื่องอย่างอื่นทำนอง เดียวกัน และหมายความตลอดถึงฟิล์มซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ปรากฏสี เพื่ออัดลงในฟิลม์ชนิดดังกล่าว เป็นสาขาที่สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะในรูปของภาพเคลื่อนไหว และเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิง


ประวัติภาพยนตร์

      ผู้ที่คิดประดิษฐ์ ต้นแบบของภาพยนตร์ขึ้นคือ โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อวิลเลียม เคนเนดี้ ดิคสัน (William kenady dickson) เมื่อ พ.ศ. 2432 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกชื่อว่า "คิเนโตสโคป" (Kinetoscope) มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต มักเรียกชื่อว่า "ถ้ำมอง" มีลักษณะการดูผ่านช่องเล็กๆ ดูได้ที่ละคน ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph) ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้นเอง ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที

       ต่อมาพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้ พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ และดูได้พร้อมกันหลายคน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ "ซีเนมาโตกราฟ" (Cinimatograph) ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ต่อมาได้นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา ซึ่งคำว่า "ซีเนมา" (Cenema) ได้ใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาถึงปัจจุบัน

       ภาพยนตร์ที่สามารถฉายภาพให้ปรากฏบนจอขนาดใหญ่ ได้พัฒนาสมบูรณ์ขึ้นในอเมริกาในปี พ.ศ. 2438 โดยความร่วมมือระหว่าง โทมัส อาแมท (Thomas Armat) ซีฟรานซิส เจนกินส์ (C. Francis Jenkins) และเอดิสัน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์ชนิดนี้ว่า ไบโอกราฟ (Bioghraph) ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นภาพยนตร์ได้แพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เกิดอุตสาหกรรมการผลิตจำหน่ายและบริการฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศสและอเมริกา ภาพยนตร์ได้กลายเป็นสื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ ศิลปการบันเทิงและวรรณกรรมต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตลอดมา

        พ.ศ. 2440 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งในครั้งนั้นได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ ประเทศฝรั่งเศส บันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ 1 ม้วน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที นับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลกที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย

        ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีการเผยแพร่อยู่ 4 ทางคือ ฉายตามโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์กลางแปลง และภาพยนตร์เร่ ถ่ายทอดลงแผ่น VCD, DVD และ Blu-ray Disc เผยแพร่ทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดสุราฎร์ธานี

  • ตราประจำจังหวัด คือ พระบรมธาตุไชยา ซึ่งมีศิลปะแบบศรีวิชัย ตั้งอยู่ ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร โดยสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 และเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย 
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด ได้แก่ ต้นเคี่ยม (Cotylelobium melanoxylon)ตั้งอยู่อำเภอวิภาวดี 
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด ได้แก่ ดอกบัวผุด (Rafflesia kerrii) ตั้งอยู่อำเภอพนม 
  • คำขวัญประจำจังหวัด ได้แก่ เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ 
  • คำขวัญประจำจังหวัดในอดีต แต่งโดยพระเทพรัตนกวี (ก.ธรรมวร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี: "สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรียนหวานมันคลองพระแสง ย่านดินแดงของป่า เคียนซาบ่อถ่านหิน พุนพินมีท่าข้ามแม่น้ำตาปี ไม้แก้วดีเขาประสงค์ กระแดะดงลางสาด สิ่งประหลาดอำเภอพนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าทองอุแทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยาข้าว มะพร้าวเกาะสมุย" 
  • ลักษณะรูปร่างของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะรูปร่างของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับ "ผีเสื้อที่กำลังกางปีกโบยบินอยู่" 
  • เพลงประจำจังหวัด 
  • สุราษฎร์ธานี รุ่งเรืองสมเมืองคนดี อีกธารตาปี นามพระธีรราชประทาน เป็นแดนอุดมไม้ปลา มะพร้าวมาเนิ่นนาน เหล่าราษฎร์สุขศานต์ มุ่งมั่นขยันทำกิน มิ่งขวัญ ชาวเมือง มีองค์พระธาตุพุทธศาสน์ประเทือง ถิ่นชนกตัญญูยิ่ง เมตตาอยู่อาจิณ ร่วมรักแผ่นดิน คนดี นี้ไชโย

ประวัติจังหวัดสุราษฎร์ธานี



จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ตั้งของเมืองเก่า เป็นศูนย์กลางของเมืองศรีวิชัย มีหลักฐานแสดงถึงการตั้งรกรากและเส้นทางสายไหมในอดีต พื้นที่อ่าวบ้านดอนเจริญขึ้นจนเป็นอาณาจักรศรีวิชัยในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 13 โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันความรุ่งเรืองในอดีต ภายหลังยังเชื่อว่า เมื่ออาณาจักรตามพรลิงก์หรือเมืองนครศรีธรรมราชมีความรุ่งเรืองมากขึ้นนั้น เมืองไชยาก็เป็นหนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตรของเมืองนครศรีธรรมราชด้วย ชื่อว่า "เมืองบันไทยสมอ"

นอกจากนี้ในยุคใกล้เคียงกันนั้นยังพบความเจริญของเมืองที่เกิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำตาปี ได้แก่ เมืองเวียงสระ เมืองคีรีรัฐนิคม และเมืองท่าทอง โดยเชื่อว่าเจ้าศรีธรรมาโศก ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชนั้นอพยพย้ายเมืองมาจากเมืองเวียงสระ เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล รวมทั้งเกิดโรคภัยระบาด และเมื่อเมืองนครศรีธรรมราชเจริญรุ่งเรืองนั้น ได้ยกเมืองไชยา และเมืองท่าทอง เป็นเมืองสิบสองนักษัตรของตนด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งอู่เรื่อพระที่นั่งและเรือรบเพื่อใช้ในราชการที่อ่าวบ้านดอน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ย้ายที่ตั้งเมืองท่าทองมายังอ่าวบ้านดอน (ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน) พร้อมทั้งยกฐานะให้เป็นเมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร และพระราชทานชื่อว่า "เมืองกาญจนดิษฐ์" โดยแต่งตั้งให้พระยากาญจนดิษฐ์บดีเป็นเจ้าเมืองดูแลการปกครอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองกาญจนดิษฐ์ เมืองคีรีรัฐนิคม และเมืองไชยาเป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า "เมืองไชยา" ภายใต้สังกัดมณฑลชุมพร

เมื่อเมืองขยายใหญ่ขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนการปกครองและขยายเมืองออกไป มีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ อ่าวบ้านดอน ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า อำเภอไชยา และให้ชื่อเมื่องเก่าว่า "อำเภอพุมเรียง" แต่เนื่องด้วยประชาชนยังติดเรียกชื่อเมืองเก่าว่า "อำเภอไชยา" ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ที่บ้านดอนว่า "สุราษฎร์ธานี" และให้ชื่อเมืองเก่าว่า "อำเภอไชยา"และพระราชทานนามแม่น้ำตาปี ให้ในคราวเดียวกันนั้นเอง ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตามแบบเมืองและแม่น้ำในประเทศอินเดียที่มีแม่น้ำตาปติไหลลงสู่ทะเลออกผ่านปากอ่าวที่เมือง สุรัฎร์

จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จังหวัดสุราษฎร์ธานี มักจะเรียกกันด้วยชื่อสั้น ๆ ว่า "สุราษฎร์" ใช้อักษรย่อ "สฎ" เป็นจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ และมีประชากรหนาแน่นอันดับ 59 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเก่าแก่ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง
จังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ในฝั่งตะวันออกของภาคใต้ โดยมีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายทั้งที่ราบสูง ภูมิประเทศแบบภูเขา รวมทั้งที่ราบชายฝั่ง มีพื้นที่ครอบคลุมถึงในบริเวณอ่าวไทย ทั้งบริเวณที่เป็นทะเลและเป็นเกาะ เกาะในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เกาะขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักเช่นเกาะสมุย เกาะพะงัน และหมู่เกาะอ่างทอง เนื่องจากทำเลที่ตั้งจึงได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเกิดบริเวณทะเลอันดามันบ้างเป็นครั้งคราวเนื่องจากจะมีแนวเทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาภูเก็ต และเทือกเขานครศรีธรรมราช แถบบริเวณจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแนวช่วยลดอิทธิพลของลมมรสุมดังกล่าว ในทางกลับกันพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปกติจะมีแหล่งกำเนิดบริเวณทะเลจีนใต้และอ่าวไทย ทำให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีช่วงฤดูฝนกินระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคม
ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีจำนวนเกาะในเขตพื้นที่จังหวัดมากถึง 108 เกาะ นับว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองมาจากจังหวัดพังงาที่มี 155 เกาะ และจังหวัดภูเก็ตที่มี 154 เกาะ
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ โดยประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรเป็นหลัก โดยใช้พิ้นที่ในการทำการเกษตรประมาณร้อยละ 45 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ ประมง อุตสาหกรรม รวมทั้งมีการทำเหมืองแร่ด้วย
ส่วนการเดินทางมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีสามารถใช้ได้หลายเส้นทาง ทั้งทางรถไฟ เครื่องบิน รถโดยสารประจำทาง เรือ และรถยนต์ส่วนบุคคล
สถานที่สำคัญภายในจังหวัดนั้น มีทั้งแหล่งโบราณสถาน เช่น พระบรมธาตุไชยา พระธาตุศรีสุราษฎร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ซากเมืองโบราณสมัยอาณาจักรศรีวิชัย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติทั้งอุทยานแห่งชาติทางบก และอุทยานแห่งชาติทางทะเล น้ำตก เกาะ แม่น้ำ เขื่อน วัด และพระอารามหลวง เป็นต้นและยังเป็นแหล่งสืบสานประเพณีที่สำคัญของชาวใต้ คือประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่าและแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผลิตผล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่เป็นที่รู้จัก เช่น ไข่เค็มไชยา หอยนางรม และเงาะโรงเรียน ดังที่ปรากฏในคำขวัญของจังหวัด

HTML

HTML (ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language) 

    เป็นภาษาประเภท Markup Language ที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ   มีแม่แบบมาจากภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) ที่ตัดความสามารถบางส่วนออกไป เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย   ปัจจุบันมีการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานโดยองค์กร World Wide Web Consortium (W3C)

    ภาษา HTML ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ HTML Level 1, HTML 2.0, HTML 3.0, HTML 3.2 และ HTML 4.0    ในปัจจุบัน ทาง W3C ได้ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML แบบหนึ่ง ที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่า   มาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
HTML มีโครงสร้างการเขียนโดยอาศัย Tag ในการควบคุมการแสดงผลของข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุอื่น ๆ แต่ละ Tag อาจจะมีส่วนขยาย เรียกว่า Attribute สําหรับจัดรูปแบบเพิ่มเติมการสร้างเว็บเพจ โดยใช้ภาษา HTML สามารถทำโดยใช้โปรแกรม Text Editor ต่างๆ เช่น Notepad, EditPlus หรือจะอาศัยโปรแกรมที่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างเว็บเพจ เช่น Microsoft FrontPage, Dream Weaver ซึ่งอํานวยความสะดวกในการสร้างหน้า HTML ในลักษณะ WYSIWYG (What You See Is What You Get)

     แต่มีข้อเสียคือ โปรแกรมเหล่านี้มัก generate code ที่เกินความจำเป็นมากเกินไป ทําให้ไฟล์ HTML มีขนาดใหญ่ และแสดงผลช้า ดังนั้นหากเรามีความเข้าใจภาษา HTML จะเป็นประโยชน์ให้เราสามารถแก้ไข code ของเว็บเพจได้ตามความต้องการ และยังสามารถนำ script มาแทรก ตัดต่อ สร้างลูกเล่นสีสันให้กับเว็บเพจของเราได้
การเรียกใช้งานหรือทดสอบการทำงานของเอกสาร HTML จะใช้โปรแกรม Internet Web Browser เช่น Internet Explorer (IE), Mozilla Firefox, Safari, Opera, และ Google Chrome เป็นต้น

แบบสำรวจ